G H F W O O D

น้ำมันไม้สักกับแลคเกอร์ต่างกันอย่างไร ควรใช้แบบไหน

การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแท้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะกินข้าว เตียงนอน หรือตู้เก็บของขนาดใหญ่ นับเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า เพราะไม้สักขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงทนทาน...

26 สิงหาคม 2569 21 นาทีในการอ่าน 60 ครั้ง
น้ำมันไม้สักกับแลคเกอร์ต่างกันอย่างไร ควรใช้แบบไหน
Teak Furniture Team

Teak Furniture Team

ผู้เขียนบทความ

สารบัญบทความ

การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแท้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะกินข้าว เตียงนอน หรือตู้เก็บของขนาดใหญ่ นับเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า เพราะไม้สักขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงทนทาน ลวดลายที่งดงาม และมูลค่าที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่คนรักบ้านมักจะเผชิญหน้ากับความลังเลเมื่อต้องเลือกซื้อหรือบำรุงรักษาเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ก็คือ "การทำสีและเคลือบผิว" โดยเฉพาะการเปรียบเทียบระหว่าง "น้ำมันไม้สัก (Teak Oil)" และ "แลคเกอร์ (Lacquer)" ซึ่งเป็นสองวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน

ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้สักจากจังหวัดแพร่ GHFWood เข้าใจดีว่าการเคลือบผิวแต่ละแบบส่งผลต่อทั้งความสวยงาม อายุการใช้งาน และการดูแลรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บทความนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงความแตกต่าง ข้อดี ข้อเสีย และวิธีการเลือกใช้งานให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด เพื่อให้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรดของคุณคงความงดงามและอยู่คู่บ้านไปตราบนานเท่านาน

ทำความรู้จัก “น้ำมันไม้สัก” (Teak Oil) คืออะไร และทำหน้าที่อย่างไร



น้ำมันไม้สัก หรือที่เรียกกันทับศัพท์ว่า Teak Oil คือสารเคลือบผิวประเภทซึมลึก (Penetrating Finish) ซึ่งมีส่วนผสมหลักจากน้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันตังอิ้ว (Tung Oil) หรือน้ำมันลินสีด (Linseed Oil) ผสมผสานกับสารตัวทำละลายและสารป้องกันรังสี UV หน้าที่หลักของน้ำมันไม้สักไม่ใช่การสร้างฟิล์มหนาๆ เคลือบไว้บนผิวไม้เหมือนวัสดุอื่น แต่เป็นการซึมลึกเข้าไปในอณูของเนื้อไม้สัก เพื่อทดแทนน้ำมันธรรมชาติของไม้ที่อาจสูญเสียไปตามกาลเวลาและการใช้งาน

เมื่อทาลงบน ไม้สักแท้ น้ำมันจะเข้าไปช่วยบำรุงเนื้อไม้จากภายใน ป้องกันไม่ให้ไม้แห้งกรอบ แตกหัก หรือแอ่นงออันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้น สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของการใช้น้ำมันไม้สักคือ การเผยให้เห็นสัมผัสของเนื้อไม้จริง (Matte & Raw Touch) ลวดลายและเสี้ยนไม้จะดูเข้มขึ้น ชัดเจนขึ้น และดูมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่มีชั้นฟิล์มพลาสติกมาบดบังสายตาและการสัมผัส

ข้อดีของการใช้น้ำมันไม้สัก

  • ความสวยงามที่เป็นธรรมชาติสูงสุด: ให้ผิวสัมผัสแบบด้าน (Matte Finish) ที่แสดงถึงคุณค่าของงานไม้แท้ได้อย่างแท้จริง
  • ซ่อมแซมเฉพาะจุดได้ง่าย: หากเกิดรอยขีดข่วนหรือคราบสกปรก สามารถขัดเบาๆ เฉพาะจุดแล้วทาตัวน้ำมันทับใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องลอกสีเก่าออกทั้งหมด
  • ไม้หายใจได้: น้ำมันไม่ปิดกั้นการระบายความชื้นของไม้ ทำให้ลดโอกาสที่ไม้จะบวมหรือปริแตกจากความชื้นสะสมภายใน
  • ไม่หลุดลอกเป็นแผ่น: เนื่องจากไม่มีชั้นฟิล์มหนา จึงไม่มีปัญหาการหลุดลอก ล่อน หรือพองตัวเมื่อโดนแสงแดด

ข้อจำกัดของการใช้น้ำมันไม้สัก

  • การป้องกันรอยขีดข่วนต่ำ: เนื่องจากไม่มีชั้นฟิล์มแข็งเคลือบผิวหน้า ไม้จึงยังคงไวต่อรอยขีดข่วนจากของมีคมหรือการกระแทก
  • ต้องบำรุงรักษาบ่อย: น้ำมันจะระเหยและแห้งไปตามธรรมชาติ ทำให้ต้องคอยทาซ้ำทุกๆ 6-12 เดือน เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและสีสันของไม้
  • ป้องกันน้ำได้ปานกลาง: แม้จะช่วยกันน้ำซึมได้ในระดับหนึ่ง แต่หากมีน้ำขังทิ้งไว้นานๆ ก็อาจเกิดรอยคราบน้ำบนผิวไม้ได้

ทำความรู้จัก “แลคเกอร์” (Lacquer) คืออะไร และทำหน้าที่อย่างไร

แลคเกอร์ คือสารเคลือบผิวประเภทสร้างฟิล์ม (Film-Forming Finish) ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ทำงานโดยการเคลือบตัวเป็นชั้นฟิล์มใสและแข็งตัวอยู่บนผิวหน้าของไม้สัก ป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรก ความชื้น หรือรอยขีดข่วนสัมผัสกับเนื้อไม้โดยตรง แลคเกอร์มีให้เลือกหลายระดับความเงา ตั้งแต่แบบเงางามสะท้อนแสง (Gloss) แบบกึ่งเงากึ่งด้าน (Semi-Gloss) ไปจนถึงแบบด้าน (Matte)

การเคลือบแลคเกอร์ช่วยให้ เฟอร์นิเจอร์ไม้สักราคาโรงงาน ดูหรูหรา มีระดับ และทำความสะอาดได้ง่ายมาก เนื่องจากผิวหน้าจะมีความเรียบเนียน ลื่นมือ และทนทานต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานภายในบ้านที่ต้องการความคงเส้นคงวาของสีสันและความทนทานสูง

ข้อดีของการใช้แลคเกอร์

  • การป้องกันดีเยี่ยม: ฟิล์มที่แข็งแรงช่วยป้องกันรอยขีดข่วน คราบฝังลึก และการซึมของน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ทำความสะอาดง่าย: ผิวที่เรียบลื่นทำให้ฝุ่นไม่เกาะแน่น สามารถใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดได้ทันที
  • ความคงทนยาวนาน: การเคลือบแลคเกอร์ที่ดีสามารถอยู่ได้นานหลายปีโดยไม่ต้องทำสีใหม่บ่อยๆ
  • มีมิติความเงาให้เลือกหลากหลาย: สามารถเลือกความเงาได้ตามสไตล์การตกแต่งบ้านที่ต้องการ

ข้อจำกัดของการใช้แลคเกอร์

  • ยากต่อการซ่อมแซมเฉพาะจุด: หากแลคเกอร์เกิดรอยขูดขีดลึกหรือพองล่อน การซ่อมแซมมักจะต้องขัดผิวแลคเกอร์เก่าออกทั้งหมดแล้วพ่นใหม่ จึงจะเรียบเนียนเท่ากัน
  • ไวต่อแสงแดดและความร้อนสูง: หากโดนแดดจัดเป็นเวลานาน ฟิล์มแลคเกอร์อาจเหลือง กรอบ และลอกล่อนได้ง่าย
  • สัมผัสที่ไม่ใช่เนื้อไม้จริง: ผิวสัมผัสจะมีความรู้สึกเหมือนพลาสติกหรือแก้วเคลือบอยู่ ทำให้สูญเสียสัมผัสที่อบอุ่นของเนื้อไม้ธรรมชาติไปบ้าง

เปรียบเทียบความต่างแบบเจาะลึก: น้ำมันไม้สัก vs แลคเกอร์

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกประเภทการเคลือบผิวที่เหมาะกับความต้องการได้ง่ายขึ้น GHFWood ได้ทำการเปรียบเทียบคุณสมบัติด้านต่างๆ ของทั้งสองวัสดุไว้ในตารางด้านล่างนี้

คุณสมบัติ น้ำมันไม้สัก (Teak Oil) แลคเกอร์ (Lacquer)
ลักษณะการทำงาน ซึมลึกเข้าสู่เนื้อไม้ ไม่สร้างฟิล์ม สร้างฟิล์มแข็งเคลือบอยู่บนผิวหน้า
ผิวสัมผัส (Texture) สัมผัสธรรมชาติของเนื้อไม้แท้ มีความสากและอบอุ่น เรียบเนียน ลื่นมือ มีความเงาหรือด้านตามเลือก
การป้องกันรอยขีดข่วน ต่ำ (ไม้มีโอกาสเป็นรอยได้ง่าย) สูง (ฟิล์มช่วยรับแรงกระแทกและรอยขีดข่วน)
การกันน้ำและคราบสกปรก ปานกลาง (ต้องรีบเช็ดหากมีน้ำหกใส่) สูงมาก (น้ำไม่สามารถซึมผ่านชั้นฟิล์มได้)
ความถี่ในการบำรุงรักษา บ่อย (ทุกๆ 6 - 12 เดือน) น้อย (อยู่ได้นานหลายปีจนกว่าฟิล์มจะเสื่อม)
ความยากง่ายในการซ่อมแซม ง่ายมาก (ขัดเบาๆ และทาทับเฉพาะจุดได้เอง) ยาก (มักต้องขัดล้างสีเก่าออกทั้งหมดแล้วพ่นใหม่)
ความเหมาะสมกับพื้นที่ เหมาะทั้งในร่มและกลางแจ้ง (Outdoor) เหมาะสำหรับใช้งานภายในร่มเท่านั้น (Indoor)

ควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแต่ละประเภท



การตัดสินใจเลือกใช้สารเคลือบผิวไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึง "ลักษณะการใช้งาน" และ "ตำแหน่งที่จัดวาง" ของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นๆ ด้วย นี่คือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการเลือกใช้ให้เหมาะกับเฟอร์นิเจอร์แต่ละประเภท

โต๊ะไม้สัก และ ชุดรับแขกไม้สัก (Dining Tables & Living Sets)

สำหรับ โต๊ะไม้สัก โดยเฉพาะโต๊ะอาหาร และ ชุดรับแขกไม้สัก ที่ต้องรองรับการใช้งานอย่างหนักในทุกๆ วัน ทั้งการวางแก้วน้ำร้อน-เย็น การสัมผัสกับคราบอาหาร และการขูดขีดจากจานชาม การเคลือบผิวด้วย แลคเกอร์ (แบบกึ่งเงากึ่งด้าน หรือแบบด้าน) จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะคุณสมบัติในการกันน้ำและทนทานต่อรอยขีดข่วนจะช่วยลดความกังวลในการใช้งาน ทำให้ดูแลรักษาง่าย เพียงแค่ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดทำความสะอาดหลังมื้ออาหารก็เพียงพอแล้ว

เตียงไม้สัก และ ตู้ไม้สัก (Beds & Wardrobes)

สำหรับเฟอร์นิเจอร์ในห้องนอนหรือห้องทำงาน เช่น เตียงไม้สัก หรือ ตู้ไม้สัก ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แทบจะไม่มีการสัมผัสกับความชื้นหรืออาหารเลย และตั้งอยู่ในห้องที่อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ คุณสามารถเลือกใช้ได้ทั้งสองแบบตามสไตล์ที่ชอบ หากคุณชื่นชอบความหรูหรา เรียบเนียน แลคเกอร์จะตอบโจทย์ได้ดี แต่หากคุณต้องการสร้างบรรยากาศห้องนอนที่อบอุ่น ผ่อนคลาย และอยากสัมผัสถึงกลิ่นอายธรรมชาติของ ไม้สักแท้ การเลือกเคลือบด้วย น้ำมันไม้สัก จะช่วยสร้างอารมณ์ร่วมที่อบอุ่นและเป็นธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์

เก้าอี้ไม้สัก และเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์ (Chairs & Outdoor Furniture)

หากเป็น เก้าอี้ไม้สัก หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องนำไปใช้งานบริเวณระเบียง สวน หรือพื้นที่กึ่งภายนอก (Semi-Outdoor) ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับแสงแดด ลม และฝน ในกรณีนี้ ห้ามใช้แลคเกอร์เด็ดขาด เนื่องจากแลคเกอร์จะเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วภายใต้รังสี UV ทำให้ฟิล์มแตกแห้งและลอกล่อนเป็นแผ่น ดูไม่สวยงามและซ่อมแซมยาก ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการใช้ น้ำมันไม้สัก (Teak Oil) ทาเคลือบผิวไว้ น้ำมันจะซึมเข้าไปปกป้องเนื้อไม้จากความแห้งกรอบ และเมื่อถึงเวลาบำรุงรักษาก็เพียงแค่ทำความสะอาดแล้วทาซ้ำได้ทันที ช่วยยืดอายุการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์สนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนและวิธีการดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแท้ในระยะยาว

ไม่ว่าคุณจะเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เคลือบผิวด้วยน้ำมันไม้สักหรือแลคเกอร์ การดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจะช่วยให้เฟอร์นิเจอร์ไม้สักของคุณคงความงดงามและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานนับสิบปี โดยมีแนวทางปฏิบัติที่แนะนำดังนี้

การดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์เคลือบน้ำมันไม้สัก

  1. ทำความสะอาดฝุ่นละอองเป็นประจำ: ใช้ไม้ขนไก่หรือผ้าไมโครไฟเบอร์แห้งเช็ดฝุ่นออกสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นฝังตัวลงในร่องไม้
  2. หลีกเลี่ยงน้ำขัง: หากมีน้ำหกใส่ ให้รีบใช้ผ้าแห้งซับออกทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนแห้งเองเพราะอาจเกิดคราบขาว
  3. ทาบำรุงผิวใหม่ตามรอบ: สังเกตว่าหากผิวไม้เริ่มดูแห้งกร้าน สีซีดลง หรือน้ำไม่เกาะเป็นหยด ให้ทำความสะอาดพื้นผิว ขัดเบาๆ ด้วยกระดาษทรายเบอร์ละเอียด แล้วทา Teak Oil ซ้ำ 1-2 เที่ยว ทิ้งไว้ให้แห้งสนิทก่อนใช้งาน

การดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์เคลือบแลคเกอร์

  1. เช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าหมาด: ใช้ผ้าเนื้อนุ่มชุบน้ำสะอาดบิดหมาดจัด เช็ดทำความสะอาด แล้วตามด้วยผ้าแห้งทันที
  2. ใช้แผ่นรองกันความร้อนและน้ำ: เสมอเมื่อต้องวางของร้อนจัดหรือเย็นจัดบนผิวแลคเกอร์ เพื่อป้องกันฟิล์มแลคเกอร์เกิดรอยฝ้าขาว
  3. หลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรง: ห้ามใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทินเนอร์ หรือสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนเช็ดผิวแลคเกอร์เด็ดขาด เพราะจะทำให้ฟิล์มละลายและเสียหาย

ข้อควรระวังในการทำสีและเคลือบผิวเฟอร์นิเจอร์ไม้สักที่คุณไม่ควรมองข้าม

"หัวใจสำคัญของการเคลือบผิวไม้สัก ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกน้ำยาที่ดี แต่คือความพร้อมของเนื้อไม้ก่อนการลงมือทำ"

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงาน DIY หรือต้องการปรับปรุงสีเฟอร์นิเจอร์ไม้สักด้วยตัวเอง มีข้อควรระวังสำคัญที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อให้ได้งานที่สวยงามและทนทาน:

  • ความชื้นในเนื้อไม้: ก่อนทำการเคลือบผิวไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือแลคเกอร์ ไม้สักต้องแห้งสนิท หากไม้ยังมีความชื้นสะสมอยู่ภายใน เมื่อเคลือบแลคเกอร์ทับ ความชื้นจะถูกกักเก็บไว้และพยายามดันตัวออก ทำให้ฟิล์มแลคเกอร์พองตัวและลอกล่อนในที่สุด
  • การเตรียมพื้นผิว: การขัดกระดาษทรายต้องทำอย่างเป็นระบบ จากเบอร์หยาบไปหาเบอร์ละเอียด และต้องขัดไปตามแนวเสี้ยนไม้เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนขวางลายไม้ที่ดูไม่สวยงามหลังเคลือบสี
  • สภาพแวดล้อมขณะทำงาน: ควรทำสีในวันที่อากาศแห้งและมีแดด หลีกเลี่ยงการทำสีในวันที่มีความชื้นสูงหรือฝนตก เพราะจะทำให้แลคเกอร์แห้งช้าและเกิดฝ้าขาวได้ง่าย รวมถึงต้องระวังเรื่องฝุ่นละอองในอากาศที่จะมาเกาะบนผิวสีที่ยังไม่แห้ง

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ GHFWood: ความคุ้มค่าและอายุการใช้งาน

หากคุณกำลังมองหา เฟอร์นิเจอร์ไม้สักราคาโรงงาน ที่มีความคุ้มค่าสูงสุดและเหมาะกับวิถีชีวิตยุคใหม่ GHFWood ขอแนะนำให้พิจารณาจากพฤติกรรมการใช้งานของสมาชิกในบ้านเป็นหลัก

หากบ้านของคุณมีเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยง และคุณไม่มีเวลามากนักในการดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์ การเลือกเฟอร์นิเจอร์ไม้สักที่เคลือบด้วย แลคเกอร์คุณภาพสูง (เช่น แลคเกอร์สูตรน้ำ หรือโพลียูรีเทน) จะช่วยลดภาระในการดูแลบ้านได้เป็นอย่างดี ให้ความทนทานต่อรอยขีดข่วนและการหกเลอะเทอะของอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างยอดเยี่ยม

ในทางกลับกัน หากคุณเป็นผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของงานไม้แท้ ชอบสัมผัสที่อบอุ่นและกลิ่นอายของธรรมชาติ การเลือกเคลือบผิวด้วย น้ำมันไม้สัก จะทำให้คุณได้ครอบครองเฟอร์นิเจอร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยิ่งเวลาผ่านไป สีของไม้สักจะยิ่งเข้มขึ้น สวยงามขึ้น และสะท้อนถึงรสนิยมอันประณีตของเจ้าของบ้านได้อย่างชัดเจน

ที่ GHFWood เราใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรไม้สักทองคุณภาพเยี่ยมจากแหล่งปลูกที่ยั่งยืนในจังหวัดแพร่ ผ่านกระบวนการอบไม้ที่ได้มาตรฐานเพื่อควบคุมความชื้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุด ก่อนจะนำมาประกอบและทำสีโดยช่างฝีมือผู้ชำนาญการ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น ไม่ว่าจะเคลือบผิวแบบใด จะมีความสวยงาม ประณีต และทนทานพร้อมอยู่คู่บ้านคุณไปยาวนาน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. น้ำมันไม้สัก (Teak Oil) ต้องทาบ่อยแค่ไหน?

สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานภายในบ้าน แนะนำให้ทาบำรุงรักษาทุกๆ 12 เดือน หรือเมื่อสังเกตเห็นว่าผิวไม้เริ่มดูแห้งและซีดลง ส่วนเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์ที่โดนแดดและฝนโดยตรง ควรทาซ้ำทุกๆ 6 เดือน เพื่อประสิทธิภาพในการปกป้องเนื้อไม้สูงสุด

2. ถ้าเฟอร์นิเจอร์พ่นแลคเกอร์มาแล้ว อยากทาด้วยน้ำมันไม้สักทับได้ไหม?

ไม่สามารถทาทับได้ทันทีครับ เนื่องจากฟิล์มแลคเกอร์จะบล็อกไม่ให้น้ำมันไม้สักซึมลงสู่เนื้อไม้ หากต้องการเปลี่ยนมาใช้น้ำมันไม้สัก จะต้องทำการขัดลอกฟิล์มแลคเกอร์เก่าออกให้หมดจนถึงเนื้อไม้ดิบเสียก่อน แล้วจึงจะสามารถทาน้ำมันไม้สักเข้าไปบำรุงเนื้อไม้ได้

3. แลคเกอร์ทำให้ไม้สักเปลี่ยนสีหรือเหลืองขึ้นจริงไหม?

แลคเกอร์สูตรน้ำมัน (Solvent-based) ทั่วไปอาจมีการเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองอำพันเข้มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปและโดนแสงแดด แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีแลคเกอร์สูตรน้ำ (Water-based) และแลคเกอร์เกรดพรีเมียมที่มีสารป้องกันรังสี UV ซึ่งจะไม่ทำให้สีของไม้สักเปลี่ยนไปและคงความใสเคลือบผิวได้ยาวนาน

4. เฟอร์นิเจอร์ไม้สักนอกบ้าน (Outdoor) ควรใช้แบบไหนดีที่สุด?

ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์คือการเคลือบด้วย "น้ำมันไม้สัก (Teak Oil)" หรือปล่อยให้ไม้สักสัมผัสกับธรรมชาติโดยไม่ต้องเคลือบสารใดๆ (ซึ่งไม้สักจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเทาเงินที่ดูคลาสสิก) การใช้แลคเกอร์กับงานเอาท์ดอร์จะทำให้เกิดปัญหาฟิล์มลอกล่อนพองตัวอย่างรวดเร็วและดูแลรักษายากมาก

5. งานไม้สักดิบ (ไม่ทาสีเลย) ดีกว่าการเคลือบผิวหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับความชอบและการใช้งานครับ ไม้สักดิบที่ไม่ผ่านการเคลือบจะให้สัมผัสธรรมชาติ 100% และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้สัก แต่จะไวต่อคราบสกปรก คราบน้ำมัน และรอยแก้วน้ำที่อาจฝังลึกจนทำความสะอาดยาก การเคลือบผิวไม่ว่าจะด้วยน้ำมันหรือแลคเกอร์จึงเป็นการช่วยสร้างเกราะป้องกันเพื่อให้เฟอร์นิเจอร์ดูแลรักษาง่ายและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

บทสรุปและการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้สักที่เหมาะกับคุณ

ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจเลือก "น้ำมันไม้สัก" ที่เน้นการโชว์ลายไม้และสัมผัสที่เป็นธรรมชาติ หรือ "แลคเกอร์" ที่เน้นความทนทานและการดูแลรักษาที่ง่ายดาย สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจาก ไม้สักแท้ คุณภาพดีที่มีการอบแห้งอย่างได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันปัญหาไม้หดตัวหรือบิดงอในอนาคต

หากคุณกำลังมองหาเฟอร์นิเจอร์ไม้สักคุณภาพสูงส่งตรงจากแหล่งผลิตจังหวัดแพร่ ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะไม้สัก เตียงไม้สัก ตู้ไม้สัก หรือ ชุดรับแขกไม้สัก ที่มีดีไซน์สวยงาม ทันสมัย และสามารถเลือกประเภทการเคลือบผิวให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณได้ GHFWood ยินดีให้คำปรึกษาและบริการคุณด้วยความจริงใจ ในราคาโรงงานที่จับต้องได้

แวะมาพูดคุยและเลือกชมสินค้าจริงกับเราได้ที่โชว์รูม หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้เราช่วยแนะนำเฟอร์นิเจอร์ไม้สักชิ้นที่ใช่ที่สุดสำหรับบ้านของคุณวันนี้

แชร์บทความนี้

Facebook X